• Home »
  • Article »
  • วิทยาศาสตร์กับ “สมาธิ” วิถีเยียวยาจิตวิญญาณ ยาวิเศษแห่งการกำจัดทุกข์ที่ดีที่สุด

วิทยาศาสตร์กับ “สมาธิ” วิถีเยียวยาจิตวิญญาณ ยาวิเศษแห่งการกำจัดทุกข์ที่ดีที่สุด

WLBIB_monk_EEG08_2849

waisman.wisc.edu

ในยุคที่สังคมเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด โบกโบยอยู่ด้วยแซ่ที่เฆี่ยนตีเราจนทุกข์ร้อนทุรนทุรายกับความเจ็บปวดต่าง ๆ นานา ที่ไม่ใช่เพียงแค่อาการเจ็บป่วยจากร่างกายเท่านั้น ทว่าจิตใจขอองเรากำลังดำเนินไปสู่ความหม่นเศร้า บอบช้ำด้วยความตรึงเครียดในวิถีชีวิตที่เราพรากตัวเองออกมาจากความเป็นธรรมชาติเดิมแท้

จิตวิญญาณที่เคยมีมานานนับล้าน ๆ ปี เริ่มจางหายไปในยุคที่เทคโนลียีเข้ามาบงการชีวิต ทุกเช้าที่เราตื่น สื่อมากมายโหมกระหน่ำจนสมองต้องรับและประมวลผลกับเรื่องราวมากมายจนกลายเป็น Info overload ร้อนรุมและร้อนรน กลายเป็นคนที่ไคว่คว้าหาความสุขจอมปลอมเพียงชั่วคราว และเรามักจะถามตัวอย่างซ้ำไปซ้ำมากับการมองหา “ความสุข” ที่ยาวนานและมั่นคง

ทว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่มุ่งหน้าวิ่งไปอย่างรีบเร่ง กลับกลายเป็นการเดินทางบนเส้นขนานของการมีชีวิตอยู่ เราตายไปพร้อมความทุกข์ในใจที่ไม่เคยหาคำตอบได้จนลมหายใจสุดท้าย…

WLBIB_monk_fMRI08_2584
atheistcreationist.org

การดึงตัวเองกลับสู่จิตวิญญาณและการเยียวยาความสุขในยุคใหม่

เมื่อเราต้องดิ้นรนชีวิตหาความสุข ทว่าความทุกข์กลับประดังเข้ามาอย่างมิอาจแก้ไขได้ “สมาธิ” กลายเป็นทางเลือกสำหรับผู้คนส่วนหนึ่ง และเริ่มเป็นการปฏิบัติที่แพร่หลายไม่เพียงแค่เส้นสายของชาวตะวันออกเท่านั้น แต่มันคือการเยียวยาจิตใจสู่ความสามัญธรรมดาอันเรียบง่าย

จนกระทั่งความน่าอัศจรรย์ของสมาธิถูกหยิบยกไปเป็นเรื่องราวกับผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การเชื่อมโยงระหว่างสมองและการยกระดับจิตใจด้วยยาขนานเอกที่พวกเขาเรียกมันว่า “The Science of Meditation” และการทดลองที่น่าอัศจรรย์ของ Richard Davidson ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา (professor of psychology and psychiatry)

3
vancouversun.com

วิทยาศาสตร์สมาธิกับการทดลองของ Richard Davidson

เมื่อการศึกษาการปฏิบัติสมาธิของชาวตะวันตกเริ่มต้นขึ้น ความสนใจนี้มาจากการพยายามเข้าไปศึกษาเรียนรู้ระบบการทำงานของสมอง โดยตัดเรื่องความเชื่อ พิธีกรรม หรือศาสนาออกไป เหลือเพียงแค่ส่วนของแก่นอันเป็นสมาธิที่แท้จริงเอาไว้ และแรงบันดาลใจในครั้งนี้ก็มาจากการพบประกันระหว่าง Richard Davidson กับองค์ดาไลลามะที่ทำให้เขาเริ่มหันมาสนใจศึกษาการทำสมาธิอย่างจริงจัง

จากการทดลองจากทางมหาวิทยาลัย วิสคอนซินเมดิสัน ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีRichard Davidson เป็นผู้เริ่มต้นการวิจัยและทดลองในครั้งนี้ เขาได้ลองทดสอบและสังเกตการเปลี่ยนแปลงระบบสมองของพระภิกษุทิเบตที่มีอายุอยู่ในช่วงประมาณ 49 ปีทั้งหมด 8 รูป โดยแต่ละรูปดำเนินชีวิตในแต่ละวันด้วยการนั่งสมาธิเป็นหลักมานานกว่า 15 ปี ซึ่งบางรูปก็ใช้ชีวิตอยู่กับสมาธิมากถึง 40 ปี

เพื่อไขข้อสงสัยกับความสงบจากพระภิกษุทุกรูปในการทดลอง ความสุขที่พวกเราสัมผัสไปไม่ถึง หากมองในมุมธรรมะมันก็อาจจะหมายถึงเรื่องของ “ปัจจัตตัง” หรือการรู้ด้วยตัวเองเท่านั้น หากไม่ลองลงมือทำก็คงไม่สามารถไปอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ สมาธิที่ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งมีความสุข สงบและกลายเป็นคนมองโลกในแง่บวกได้ มีผลกระทบไปถึงการเปลี่ยนแปลงของสมองหลังจากทาง Davidson ได้ใช้เวลาศึกษาอยู่นานเพื่อให้แน่ชัดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบสมองอันซับซ้อนและยากจะเข้าใจ

4
altruismmedicine.org

นอกจากกลุ่มของพระภิกษุทิเบตทั้ง 8 รูป ยังมีการทดลองจากกลุ่มนักศึกษาที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์การนั่งสมาธิมาก่อนเลยเพื่อเปรียบเทียบกัน ซึ่งก่อนเริ่มต้นกลุ่มนักศึกษาเหล่านี้ได้เรียนรู้การฝึกปฏิบัติสมาธิเป็นเวลาติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นก็เข้าสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังภายในห้องที่ผ่อนคลายและเงียบสงบเป็นเวลายาวนานกว่า 10,000 ชั่วโมง โดยเน้นไปที่การจับจ้องอยู่ที่สภาพจิตใจของตัวเองเป็นหลักและการสังเกตความคิดที่โลดแล่นออกไปข้างนอก

การวัดการทำงานของสมองด้วยเครื่อง Electro encephalograms (EEG) หลังการปฏิบัติสมาธิ

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการทำสมาธิตามระยะเวลาที่กำหนดของทั้งสองกลุ่ม Davidson ทำการตรวจคลื่นรังสีแกรมม่าในสมองโดยใช้เครื่อง Electro encephalograms (EEG) เป็นตัวช่วย คลื่นรังสีที่พบนี้จะมีความเชื่อมโยงกับสมาธิ สติและการเรียนรู้ภายใต้ความสงบ

ผลลัพธ์ที่ได้ก่อนการนั่งสมาธิสำหรับกลุ่มพระภิกษุทิเบตคือปริมาณคลื่นแกรมม่ามีสูงมากกว่าเมื่อเทียบกับเหล่านักศึกษา ส่วนภายหลังจากการนั่งสมาธิและทำการตรวจสอบอีกรอบความเข้มข้นของรังสีของพระภิกษุทิเบตยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างยิ่งยวด ในขณะที่เหล่านักศึกษาก็มีการเปลี่ยนแปลงของระบบสมองไปด้วยเช่นเดียวกัน แต่ด้วย “ระยะเวลา” ซึ่งถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญของเรื่อง คือตัวชี้วัดว่ายิ่งการปฏิบัติสมาธิมายาวนานและต่อเนื่องมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบสมองได้ทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีอายุอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม

5

usatoday30.usatoday.com

การประยุกต์ใช้สมาธิกับการรักษาโรคและพัฒนาตนเอง

ผลการทดลองนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงระบบการเปลี่ยนแปลงของสมองที่น่าสนใจ การนั่งสมาธิหลากหลายรูปแบบ โดยมีพื้นฐานอยู่ที่การช่วยยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้นและมีความสุขมากขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้ปัญหามากมายจะยังคงอยู่ แต่สมาธิจะช่วยให้สมองเรียงลำดับการแก้ปัญหาอย่างไม่ทุกข์ร้อน

ชาวตะวันตกเริ่มหันมาสนใจการนั่งสมาธิมากขึ้นจากเดิมกว่า 2 เท่าตัว และเป็นการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ บางมหาวิทยาลัยยังมีการจัดให้สมาธิเป็นหนึ่งในคอร์สที่ควรมีก่อนการเริ่มต้นเรียนในคาบแรก หลังจากการนั่งสมาธิพบว่านักศึกษาสามารถเรียนรู้และเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น แถมยังมีคะแนนการสอบสูงกว่าเดิมอย่างน่าพึงพอใจ

ส่วนผู้ป่วยในโรงพยาบาลแพทย์ได้พยายามประยุกต์เอาสมาธิมาเป็นตัวช่วยเยียวยาจิตใจอันเศร้าหมองของพวกเขาให้ดีขึ้น แม้ว่ามันจะไม่ได้ช่วยทำให้โรคที่เป็นอยู่หายได้ ทว่าสมาธิกลับเป็นตัวช่วยทำให้ผู้ป่วยมีความสุขโดยไม่สนใจกับอาการเจ็บป่วยของร่างกาย พวกเขามีความหวังกับการใช้ชีวิต และปล่อยวางจากความเจ็บป่วยอันเป็นเรื่องธรรมดาได้ นั่นยังทำให้ร่างกายสามารถตอบสนองต่อการรักษาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง

การทำสมาธิไม่ใช่เรื่องยาก เราสามารถทำมันได้ในทุกที่ทุกเวลา ให้จิตใจจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้าออก รู้สึกตัวในทุกอิริยาบถอยู่เสมอ การทำเป็นประจำเช่นนี้จะช่วยให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถควบคุมอารมณ์ตนเอง และค้นพบ “ความสุข” ที่แท้จริงได้ในไม่ช้า เป็นสุขที่บางเบาและแทรกตัวอยู่ส่วนหนึ่งในจิตใจ เพียงแค่เราลองหยุดความวุ่นวายและจ้องลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของตนเอง แล้วจะพบยาวิเศษแห่งการเยียวจิตใจจากความทุกข์ที่ดีที่สุดได้อย่างไม่น่าเชื่อ

บทความโดย ธัญญารัตน์ กุลชาติ

 

อ้างอิงข้อมูล
http://news.wisc.edu/22370
http://depts.washington.edu/ccfwb/content/change-your-brain-transforming-your-mind
http://host.madison.com/daily-cardinal/news/campus/professor-profile-richard-davidson-expert-in-meditation/article_ecf6130a-8a0e-11e2-a13e-0019bb2963f4.html
http://www.waisman.wisc.edu/news/stories/2008/DAVIDSON23.HTML

 

 

 

 

 

 

Facebook Comments

comments

Share This: