• Home »
  • Article »
  • ผมไม่ได้วิ่งหางาน ผมวิ่งหาประสบการณ์

ผมไม่ได้วิ่งหางาน ผมวิ่งหาประสบการณ์

shield-229112_640

เชื่อมั้ยว่าพอตกลงปลงใจว่า เอาวะ เป็นไงเป็นกัน จะเขียนบล็อกให้มันต่อเนื่องและเป็นงานหลักในอนาคตให้จงได้ สายตาที่เคยเขม้นมองโลก มองบริบทรอบข้างก็สามารถแปรเป็นงานเขียนได้หมด ผมว่ามันเป็นความมหัศจรรย์ของตัวหนังสือ และเค้าโครงความคิด ถ้าความคิดคือปีกที่อิสระ ตัวหนังสือก็เปรียบเสมือนนก ปีกนำนกไปสู่จุดหมายด้วยแรงยก ขณะที่นกเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลัง การเขียนบล็อกมีเสน่ห์ในตัวมันเอง ยิ่งมีคนมาปฏิสัมพันธ์ในบล็อก ทั้งคอมเม้นท์ แชร์ หรือเพียงกดถูกใจ มันก็เกิดความรู้สึกประทับใจขึ้นมาได้จริงๆ

 

วันนี้ผมท่องเฟซบุ๊คระหว่างช่วงพัก และไปสะดุดตากับสเตตัสของหมอโอ๋ หรือ ภก.พงษ์ศักดิ์ สง่าศรี หนึ่งในบล็อกเกอร์ที่เป็นเพื่อนร่วมกันในเฟซบุ๊ก Status นั้นสะดุดตา และกระทบจิตใจอย่างรุนแรงจนผมต้องเข้าไปคอมเม้นท์ขอหยิบยืมคำนั้นมาใช้เลยทีเดียว ขอเล่าเรื่องหมอหน่อยนะครับ หมอเป็นเภสัชกร และเป็นบล็อกเกอร์ เปิดบล็อก Healthy24Hrs. ต้องบอกเลยว่านี่เป็นบล็อกเกี่ยวกับวิตามินและอาหารเสริมที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ และการ Research ข้อมูลอย่างจริงจัง จนผมจัดลำดับให้เป็น 7 เว็บบล็อกไทยที่ควร Follow เป็นอย่างยิ่ง บางวันผมเห็นหมออัพสเตตัสว่า เหลือพิมพ์งานอีก 300 หน้า หรือลิสต์งานยาวเป็นหางว่าว เช่น เป็นวิทยากร ฝึกอบรม เขียนหนังสือ อัดรายการวิทยุ ร้อยแปดจนจำกันไม่หมด จนบางครั้งก็ยังงงว่า คนๆ หนึ่งทำอะไรได้มากมายขนาดนี้เลยเหรอ บางครั้งผมเห็นแกลิสต์ว่า วันนี้จะทำอะไรบ้าง ตั้งแต่ตื่นยันนอน ตารางแน่นเอี้ยดนั้นทำให้ผมรู้ว่า หมอเป็นคนเอาจริงเอาจังกับงานมากจริงๆ

 

และก็เป็นเรื่องงานนี่แหละครับ ซึ่งเป็นที่มาของสเตตัสที่ผมประทับใจ จนนำมาเขียนวันนี้ ใช่ครับ ชื่อบทความนั่นแหละ “ผมไม่ได้วิ่งหางาน ผมวิ่งหาประสบการณ์” ผมว่านี่เป็นแนวคิดที่ Positive สุดๆ ถ้าใครๆ บอกว่าหมอบ้างาน หมอบ้าเงิน แกกำลังปฏิเสธด้วยถ้อยคำที่กินใจว่า ประสบการณ์ต่างหากที่ผมกำลังบ้า นั่นคือ Passion อย่างรุนแรงที่ก่อให้เกิดการทำด้วยใจ พองานออกจากใจ ผลของงานของหมอก็น่าประทับใจ

 

คนส่วนใหญ่วิ่งหางาน

 

การวิ่งหางานไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะงานเป็นสิ่งที่บันดาลเงิน เงินซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต แต่บางครั้งเราก็นำเงิน “เงิน” มาวางไว้ข้างหน้าสุดจนบังทุกสิ่งทุกอย่าง เรากำลังมองตัวเองเป็นเครื่องจักรที่ผลิตเงิน และพยายามอัพเกรดตัวเองเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินที่มากขึ้น บางคนลง Sofeware เถื่อนให้กับชีวิตเพื่อลัดหนทางพัฒนาตัวเอง ทุกอย่างทำเพื่อเงิน หลายคนมองหา Passive Income เพื่อจะได้ไม่ต้องทำงานซะที ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ดี แต่เรากำลังเอามันมากำหนดชีวิต ชีวิตเราที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อ ความรู้สึก และมีหัวใจที่ต้องการความดีงาม

 

เราเคยมองหาประสบการณ์บ้างหรือไม่

 

เมื่อมีงานใหม่ๆ ความท้าทายอื่นๆ แทนที่จะบอกว่ายินดี ฉันจะได้มีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น เรากลับปฏิเสธ หรือแม้ปฏิเสธไม่ได้ก็ตั้งแง่ว่า ไม่เหมาะกับฉัน ไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉัน ไม่มีความจำเป็นที่ฉันต้องทำ เงินน้อย หรือไม่มีค่าตอบแทน เรากำลังมองไปข้างหน้าว่าในอีก 30 วันข้างหน้าเมื่องานนี้เสร็จ เราจะได้เงินกี่บาท เราหลงลืมไปว่าทักษะเหล่านี้จะเพิ่มพูนความสามารถของเรา ความสามารถที่จะอยู่กับเราตลอดไป และที่สำคัญความสามารถเหล่านี้สามารถนำมาแปรเปลี่ยนเป็นตัวเงินได้หลายเท่าตัวในอนาคต

 

ในขณะที่เราเลือกไม่รับการหาประสบการณ์ เรากลับมองหาวิธีการหารายได้ เพิ่มเงินเดือน ทั้งๆ ที่ทักษะของตัวเองไม่ได้เพิ่มพูนเลย บางครั้งชีวิตจึงเหมือนขยับแต่ไม่ไปข้างหน้า เมื่อมองย้อนกลับมาก็เริ่มเสียดายโอกาสหลายๆ อย่างในชีวิต ที่ผ่านไปแล้ว ไม่กลับมาอีก

 

การหาประสบการณ์เพิ่มให้ตัวเองนอกจากจะเพิ่มทักษะของตัวเองแล้ว ประสบการณ์เหล่านี้ยังขายได้ด้วย Information Product ต่างๆ ที่เกิดจากประสบการณ์ล้วนเป็นที่น่าสนใจของคนทั่วไปที่อยากรู้ อยากศึกษา นักธุรกิจที่เขียนหนังสือจากการที่ตัวเองสร้างมันมาด้วยสองมือย่อมเป็นหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่านทุกอักขระ เช่นเดียวกับที่ผมเคยผ่านประสบการณ์ขายบทความมามากกว่า 1000 บทความ ก่อนกลั่นออกมาเป็น Ebook เพื่อขายในราคาเล่มละ 100 บาท ก็เล่ามาจากประสบการณ์ตรง ซึ่งมันจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าผมไม่มีประสบการณ์

 

ชีวิตมันมีอะไรให้เราทำหลายอย่าง อย่าลืมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆ ไว้บ้าง แม้ว่ามันอาจดูไม่มีคุณค่าในวันนี้ ดูเหนื่อยกว่าค่าตอบแทนที่ได้ แต่ไม่มีเงินจำนวนไหนที่ซื้อประสบการณ์ได้ มองให้ไกลถึงอนาคต และตัดสินใจหาประสบการณ์ดีๆ เพื่อปูรากฐาน สู่สิ่งที่คุณต้องการจะเป็นในอนาคตกันดีกว่าครับ

Facebook Comments

comments

Share This: