• Home »
  • Article »
  • เหลียวมองข้างหลัง คำนึงถึงรอยทางที่เราย่ำมา

เหลียวมองข้างหลัง คำนึงถึงรอยทางที่เราย่ำมา

camera-711040_1280

หลายๆ ครั้งเราก็พบว่า ชีวิตได้เดินมาไกลเหลือเกิน เกิดคำถามขึ้นบ้างในใจว่าเส้นทางข้างหน้ายังเหลืออีกไกลหรือไม่ จะเดินไปไหวหรือเปล่า และรู้สึกว่าประสบการณ์ได้เฆี่ยนตีเกินกว่าเหตุ และยังรู้สึกอีกว่าชีวิตเรานั้นได้ถูกพิพากษาเสียแล้วตั้งแต่อายุยังไม่เท่าไหร่

 

มีหลายคืนที่เราได้รู้สึกอีกว่ามันช่างเหนื่อยล้าเหลือเกิน และเตียงนอนนั้นก็ได้ให้ความสุขเพียงชั่วระยะเวลาอันแสนสั้น เพียงเพื่อจะตื่นไปพบกับความจำเจอันขมขื่นอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

 

และในสถานการณ์ที่เรากำลังมองหาอะไรสักอย่างเข้ามาเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตนี้ เราก็ได้พบกับคำๆ หนึ่งซึ่งกระตุ้นความคิดขึ้นมาประเดี๋ยวประด๋าว นั่นก็คือคำว่า “มองไปข้างหน้า” คิดถึงอนาคตเข้าไว้ ซึ่งในบางครั้งมันก็ฟังดูรุ่งโรจน์เหมือนที่เราคิดฝัน และอยู่ในฝันเช่นนั้นเช่นเดิม ความฝันที่เราวาดไว้เมื่อห้าปีที่แล้วว่าจะเป็นอย่างไรในห้าปีจากนั้น ไม่ได้ใกล้เคียงความจริงเลยแต่น้อย พลอยจะแย่กว่าห้าปีก่อนนี้อีก

 

วันนี้ผมจึงมีอารมณ์ครึ้มใจอยากให้ทุกคนวางความคิด “มองไปข้างหน้า” แล้วหันหลังกลับมา “เหลียวดูข้างหลัง” กันสักครั้ง ก็คงไม่เสียเวลากันสักเท่าไรนัก

 

ข้างหน้านั้นคืออนาคต คือสิ่งที่เราไม่อาจคาดเดา มันอาจจะดีอย่างที่คิด หรือผิดไปอย่างที่คาด นั้นต่างเดาลำบากทั้งสองฝั่ง แต่อดีตนั้นอย่างน้อยเราก็เคยรู้ เราเคยสัมผัสมัน เราได้รับรู้ผลของมันว่าท้ายแล้วมันเดินไปอย่างไร จบตรงไหน หรือไปต่อได้ดีร้าย นั่นคือสิ่งที่เราเรียกมันว่า ประสบการณ์

 

เราได้เรียนรู้กับประสบการณ์แย่ๆ แล้วบอกกับตัวเองว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีก

แต่ประสบการณ์ดีๆ ล่ะ เราเอาไปไว้ในความทรงจำส่วนไหน ถ้ามันดีต่อเรา เราทำมันซ้ำได้อีกหรือไม่


 

ผมจำได้ว่าในสมัยเด็กผมเริ่มจากอ่านหนังสือไม่เป็น พูดไม่คล่อง คิดเลขไม่ได้ ทุกอย่างแลดูลำบากมาก กว่าจะเป็นอะไรหลายๆ อย่างได้ในวันนี้ เราต้องผ่านการฝึกฝนหลายอย่าง การอ่านเขียนเริ่มตั้งแต่ ก-ฮ การพูดเริ่มตั้งแต่ออกเสียงแหบๆ แหลมๆ จนกลายเป็นพูดน้ำไหลไฟดับ ชีวิตได้พัฒนาการขึ้นมาตามช่วงอายุและการฝึกฝน และเท่าที่จำได้ เราไม่ได้ข้ามขั้นตอนใดๆ เลย เราไม่ได้รู้จักการแต่งประโยค ก่อนการอ่าน ก ไก่ เราไม่ได้รู้จักคำควบกล้ำก่อนจะฝึกอ่านออกเสียง เราเริ่มจากเบสิค จนมาถึงแอดวานซ์ จนถึงวันที่เราจบ เราก็ได้วางตำรากองไว้ตรงนั้น ซึ่งนั่นไม่ได้ผิด แต่เราได้วางสิ่งสำคัญกว่านั้นเอาไว้ด้วย

 

สิ่งนั้นคือสเตป

 

ใช่ครับ เราได้วางขั้นตอนของการเรียนรู้เอาไว้ตรงนั้น ถึงวันที่เราก้าวไปสู่โลกของการทำงาน ชีวิตของการเรียนรู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง เราได้ข้ามเบสิคไป เพราะเราคิดว่าเราน่าจะรู้ เรามองหาทางลัดเพื่อเร่งความเร็ว เราวางคู่มือการใช้งานสิ่งของไว้ในกล่องแล้วไปโพสถามในกระทู้ เพราะเชื่อว่าจะได้คำตอบที่ชัดกว่าและเร็วกว่า ซึ่งมันก็ได้อย่างนั้นจริงๆ เราได้วางข่าวสารที่ควรรู้อย่างพอเพียงในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารไว้ให้เป็นตำนาน แล้วเลือกรับเฉพาะส่วนที่เราต้องการเท่านั้นจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งนั่นไม่ใช่ความผิด เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งผิด แต่มันทำให้เราไปเร็วเกินไป มันทำให้เราไม่มีสมาธิ และที่สุดแล้วมันกำลังทำให้เราไปเร็วเกินไปแต่ข้างในกลับรู้สึกว่างเปล่า – ใช่หรือไม่

 

ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่าชีวิตตัวเอง เหมือนมีคนฉีกกระดาษที่เต็มไปด้วยถ้อยคำแปะไว้บนร่างกาย เป็นถ้อยคำบางๆ แต่ก็เข้าใจได้ หรือกำลังรู้สึกว่าหัวใจได้ล่องลอยออกไปจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังคิดถึงสิ่งใด หรือว่าสิ่งที่กำลังคิดถึงนั้นแท้จริงแล้วก็ไม่ได้สำคัญไปกว่าสิ่งที่ทำตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย แต่เพราะความจำเจ การได้คิดถึงเรื่องอื่นบ้างนั่นทำให้หัวใจสุขได้นิดหน่อย หรือถ้าคุณกำลังคิดว่า แท้จริงแล้วคุณช่างว่างเปล่า และไม่รู้อะไรเลย สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ไม่ใช่เพราะคุณรู้ แต่คุณกำลังพยายามแสร้งว่ารู้เพราะรู้ว่าการไม่รู้ก็เท่ากับการพ่ายแพ้ และในชีวิตนั้นก็คือสงครามอย่างหนึ่ง ซึ่งการแพ้นั้นได้นำพามาซึ่งทุกอย่างที่คุณไม่อยากได้รับ

 

อนาคตที่ผูกไว้กับปัจจุบันค่อยๆ เดินทางมาถึงคุณอย่างปรกติ วันหนึ่ง คุณจะพบว่าตัวเองยืนอยู่ ณ อนาคต ที่คุณไว้เคยคิดถึงแล้ว แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด คุณไม่ได้พกอะไรติดตัวมาด้วย นอกจากรอยย่นที่เพิ่มขึ้นตามวัย

 

วันนั้น ข้างหน้าที่คุณเคยมองหาได้เข้ามาให้เห็น ชีวิตได้พาคุณมาถึงมัน แต่ไม่สวยงามดั่งที่ฝันไว้ ซึ่งบางทีคุณก็รู้อยู่แล้ว แต่แกล้งลืมมันไป พยายามลืมมันไป เพียงเพื่อจะพบว่า มันอยู่ตรงนั้น ในวันนี้ และก็มีโอกาสสักหนึ่งหรือสองครั้งที่คุณลองคิดย้อนกลับไป แล้วก็ลองถามอะไรบ้าๆ กับตัวเองหนึ่งคำถามว่า “เราทำไมมัวแต่มองไปข้างหน้า ทำไมไม่คิดเหลียงมองข้างหลังบ้าง”

 

คนมักผูกอดีตไว้กับความทุกข์ และสิ่งที่ไม่อาจกลับไปแก้ไข นั่นคือสัจธรรม แต่ทว่าเราก็เลือกได้ที่จะไม่ทุกข์กับมันอีก แต่สิ่งดีงามที่เราเคยทำไว้ สิ่งที่ได้หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตวิญญาณเรามา ผมว่าเราสามารถไปสานต่อมันได้ แม้จะมีใครมองหรือตัดสินอย่างไรนั่นย่อมไม่สำคัญ เมื่อคุณได้เผชิญ “โลกข้างหน้า” มามากเกินพอแล้ว


 

โลกที่เคยผ่านมา

 

มันคงเป็นอดีตที่คุณรู้จักดี ใต้ถุนบ้านนอกที่ลมชัดโชย หรือริมคลองที่มีเรือผ่านไปมา ในห้องแถวที่เป็นร้านขายของชำ หรือครอบครัวชาวสวนยาง ฯลฯ นั้นล้วนคือโลกที่เคยผ่านมา หลายอย่างที่เราคิดว่า เราได้ผ่านมาแล้ว และคงไม่กลับไปอีก เพราะสิ่งเหล่านั้นมันคืออดีต – จริงหรือ? เรากลับไปไม่ได้ หรือเราเลือกที่จะไม่กลับ เราเลือกที่จะเผชิญกับความว่างเปล่าในชีวิต มองไปข้างหน้าอย่างล่องลอย แต่ไม่เคยมองย้อนไปข้างหลังเลยสักครั้ง เพราะมันคืออดีตไปแล้ว อย่างนั้นหรือ

 

เราไม่จำเป็นต้องไปย่ำรอยอดีต แต่เราสามารถเอาปัจจุบันไปต่อยอดอดีต เพื่อเสริมสร้างอนาคตได้ จริงหรือไม่

 

คุณสามารถเอาความรู้ของคุณ หรือศึกษาเพิ่มเติมหากอยากรู้ กลับไปยังใต้ถุนบ้านที่ลมโชยหลังเก่า เพื่อพลิกฟื้นผืนนามรดกให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่มันจะต้องไม่ใช่ผืนนาตามยถากรรมอีกต่อไป มันจะต้องเป็นผืนนาโมเดิร์น ที่มีการนำเอาศาสตร์และความรู้ใหม่ๆ เข้าไปใช้ หรือจะพัฒนาร้านขายของชำเก่าๆ ให้กลายเป็นร้านที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่หาไม่ได้ในเซเว่นอีเลฟเว่น พลิกฟื้นผืนยางชุดเก่า ด้วยการทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือสืบทอดตำนานทอผ้าที่กำลังจะสูญสลายด้วยการพามันไปโกอินเตอร์ซะเลย

 

ทีแรกนั้นผมคิดว่าจะยกตัวอย่างว่ามีใครบ้างที่ “มองย้อนไปข้างหลัง” แล้วตัดสินใจเดินหนีจากปัจจุบัน ไปหาอนาคตเอาในอดีต มาเล่าประกอบบทความนี้ เพื่อให้มันสมบูรณ์ขึ้น แต่ถึงบรรทัดนี้ ผมกลับเลือกที่จะไม่เล่าเรื่องราวของคนอื่นอีก คุณสามารถหามันพบได้ง่ายๆ ในกูเกิ้ล แต่ผมอยากให้คุณนึกถึงตัวคุณเอง มองภาพของตัวเองในอดีต มองภาพตัวเองในปัจจุบัน และสิ่งที่วาดฝันในอนาคต ถ้ายังไม่รู้ว่าอนาคตจะเอายังไงกับมันดี ทางเลือกก็ยังมีให้คุณไปค้นหามันในอดีตที่คุณเคยผ่านมา

 

ทุกคนครับ เราต่างก็เหนื่อยกับการเดินทาง บางครั้งเราสนุก บางครั้งเราทุกข์ บางครั้งหัวเราะ บางทีก็ร้องไห้ แต่ถ้าคุณยังมีบ้านอยู่ นั่นจะเป็นที่ๆ คุณจะพาตัวเองไปไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน หลายครั้งที่เราพบว่า “บ้าน” ของเรานั้นน่าสนใจเพียงใด จากคำชื่นชมของคนที่เพิ่งรู้ว่าเรามีอาชีพอะไร คนที่ได้รับทราบและได้บอกกล่าวถึงคุณค่าของมรดกที่เรามี สิ่งที่เราไม่เคยคิดถึงมัน นั้นเพราะมันใกล้ตัวและดูช่างธรรมดาเหลือเกินสำหรับเรา บางครั้งที่เราพบว่าพ่อและแม่กลายเป็นคนดังเพราะศิลปะที่ท่านสร้างสมมาไว้กับตัว และเราได้แต่มองไกลๆ อย่างปรกติ เพราะนั่นคือสิ่งปรกติจริงๆ สำหรับเรา แต่เมื่อได้พินิจดีๆ อีกครั้ง คุณอาจจะพบก็ได้ว่า มันช่างวิเศษ

 

หากคุณพบว่าการเดินไปข้างหน้านั้น มันช่างดูเหน็ดเหนื่อยและไม่มีความสุข ลองเดิน “กลับไปข้างหลัง” สร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้กับตัวเองดูสักครั้ง ถ้ามันสำเร็จ คุณก็จะเป็นคนที่มีความสุขมากๆ ที่ได้ Back to Basic แล้วยังประสบความสำเร็จอีกด้วย แต่หากมันไม่เป็นอย่างหวัง คุณก็ “เดินไปข้างๆ” ก็ได้นี่ครับ อย่าหันหน้าไปทางไหนวิ่งไปทางนั้นอย่างเดียว เพราะมนุษย์ไม่ใช้ม้าแข่งที่จะเอาปลอกมาครอบตา ให้เพ่งมองแต่ข้างหน้าอย่างเดียว

 

แล้วพบกัน – กลับไปเก็บรอยย่ำที่นำเรามา…

 

picture : pixabay.com

Facebook Comments

comments

Share This: