• Home »
  • Success Stories »
  • Ludwig Van Beethoven คีตกวีหูหนวก ผู้พลิกโฉมหน้าของโลกศิลปะการดนตรี

Ludwig Van Beethoven คีตกวีหูหนวก ผู้พลิกโฉมหน้าของโลกศิลปะการดนตรี

“ตราบใดที่เราเชื่อว่าทำได้ ตราบนั้นย่อมมีวิถีทาง” ลุดวิก แวน บีโธเฟน (Ludwig Van Beethoven) บุรุษผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์อันอัจฉริยะในเชิงดนตรี ก็คงคิดเช่นเดียวกันนี้ จึงทำให้ บีโธเฟน กลายเป็นคีตกวีหูหนวกผู้พลิกโฉมหน้าของโลกศิลปะการดนตรี ที่มีคนชื่นชมยกย่องว่าเป็นผู้สร้างสรรค์แนวเพลงคลาสสิคให้เป็นเพลงอมตะของผู้ฟังไปทั่วโลก หากแม้นว่าบีโธเฟนได้ยอมให้แก่ข้อจำกัดของตัวเองเสียก่อน โลกคงไม่ได้รู้จักบทเพลงอมตะอย่าง Symphony No. 5

Beethoven

ศิลปินยุคโรแมนติกผู้โดดเดี่ยว

บีโธเฟน เกิดในครอบครัวที่ยากจนขัดสน ตลอดชีวิตของเขามีอุปสรรคนานัปการที่ต้องฝ่าฟัน เริ่มจากวัยเด็กบิดาคาดหวังให้เขากลายเป็นนักดนตรีอัจฉริยะอย่าง โมสาร์ท นักดนตรีผู้โด่งดังในช่วงยุคที่บีโธเฟนยังเด็ก บิดาของของเขาตั้งความหวังให้ บีโธเฟน เล่นดนตรีหาเงินภายในอายุ 6 ปี เช่นเดียวกับ โมสาร์ท โดยตัวเขาเป็นผู้ฝึกสอนบุตรชายด้วยตนเอง

 

การสอนดนตรีของบิดาเข้มงวดโหดร้านทารุณ บีโธเฟน ต้องถูกขังไว้ในห้องกับเปียโน 1 หลัง และสั่งห้ามไม่ให้เล่นกับน้องๆ ความเครียดสะสมในใจของบีโธเฟน ทำให้เขากลายเป็นคนที่แข็งกระด้าง ต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและไม่เป็นที่เข้าใจของบุคคลในยุคเดียวกัน

 

พรสวรรค์และอันอัจฉริยะในเชิงดนตรี

ความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรค เมื่อมีอายุได้ 7 ปี 3 เดือน บีโธเฟน ก็สามารถเปิดคอนเสิร์ตเปียโนในที่สาธารณะได้เป็นครั้งแรก ความสามารถทางดนตรีของเขาเริ่มเป็นที่ประจักษ์ บีโธเฟนสามารถประสบความสำเร็จในการแสดงคอนเสิร์ตในฐานะนักเปียโนเอก และเป็นผู้ที่สามารถเล่นได้โดยคิดทำนองขึ้นมาสด ๆ การเล่นเปียโนของเขาเต็มไปด้วยลีลาและความรู้สึกที่ระบายออกมาอย่างรุนแรงและงดงาม

 

บีโธเฟน เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูง หยิ่ง เจ้าอารมณ์ และรักเสรีภาพเป็นชีวิตจิตใจ สาเหตุอาจมาจากความเก็บกดจากสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูของครอบครัวในวัยเด็ก ระหว่างที่เป็นนักเปียโนชื่อก้อง บีโธเฟน พยายามศึกษาเล่าเรียนดนตรีไปจนมีความสามารถด้านการประพันธ์เพลง แล้วจึงหันเหจากนักดนตรีมาเป็นผู้ประพันธ์เพลง

 

บทบาทการเป็นนักประพันธ์เพลงของบีโธเฟน

บีโธเฟนมักสร้างสรรค์ผลงานที่มีความแตกต่างไปจากแนวดนตรียุคคลาสสิก คือแต่งเนื้อหาออกมาจากจิตใจและความรู้สึก ทำให้ผลงานการประพันธ์เพลงของเขาเต็มไปด้วยการแสดงออกของอารมณ์และความรู้สึกอย่างเด่นชัด ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดวิสัยในยุคนั้น (ที่เรียกว่า Classical period) จึงมักได้รับการตำหนิว่าแต่งเพลงแหกกฎเกณฑ์ทางดนตรีและออกนอกรีตนอกรอย แต่สิ่งที่ บีโธเฟน กำลังทำอยู่นั้นกลับเป็นการพลิกโฉมหน้าของโลกศิลปะการดนตรี และทำให้นักวิชาการด้านดนตรี ต้องตั้งชื่อยุคของดนตรีขึ้นมาใหม่ที่เรียกว่า ยุคโรแมนติก (Romantic Period)

 

ความสำเร็จที่มาพร้อมกับความบกพร่องทางการได้ยิน

ผู้คนเริ่มเข้าใจในเนื้อเพลงของ บีโธเฟน บทเพลงหลายเพลงเหล่านั้นก็เป็นที่นิยมล้นหลามมาถึงปัจจุบัน เขาประสบความสำเร็จในด้านการงานได้ไม่นาน เคราะห์กรรมก็กลับมาสร้างความทุกข์ทรมานให้กับเขาอีกครั้ง หูของเขาก็เริ่มมีอาการผิดปกติ เริ่มมีอาการปวดและไม่ได้ยินเสียงในที่กว้าง และในที่สุดเขาก็ไม่สามารถได้ยินเสียงใดๆ อีกเลย

 

หลังจากที่ บีโธเฟน ตระหนักว่า อาการหูหนวกของเขาไม่สามารถจะรักษาได้และมีอาการรุนแรงจนถึงหนวกสนิท ถึงแม้จะเป็นความทุกข์ทรมานสำหรับนักดนตรีที่กำลังฉายแววความยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาย่อท้อต่อเคราะห์กรรมที่ได้เผชิญ ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งกว่าที่เคย ดนตรีที่เขาแต่งออกมาจึงแสดงถึงเรื่องราวและความรู้สึกต่อชัยชนะและความยิ่งใหญ่ “ไม่มีอะไรเอาชนะความกลัวได้นอกจากการลงมือทำ” ทำให้ดนตรีแนวคลาสสิกกลายเป็นเพลงอมตะและยอมรับ ลุดวิก แวน บีโธเฟน (Ludwig Van Beethoven) ว่าเขาคือนักแต่งเพลงแนวโรแมนติกขนานแท้คนแรกของโลก

บทความโดย         รัชนก พวงธนะสาร

แหล่งข้อมูล

http://teen.mthai.com/variety/59511.html

http://lapoy.blogspot.com/2012_08_01_archive.html

Clip Youtube.com uploads by HALIDONMUSIC

Picture: wikimedia

Facebook Comments

comments

Share This: