• Home »
  • Article »
  • “คริส การ์ดเนอร์” จากคนไร้บ้านสู่มหาเศรษฐี

“คริส การ์ดเนอร์” จากคนไร้บ้านสู่มหาเศรษฐี

อย่าให้ใครมาบอกว่าลูกทำอะไรไม่ได้ แม้แต่ตัวพ่อเอง – The pursuit of happyness

The-Pursuit-of-Happiness

ไม่ทราบว่ามีใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง “The pursuit of happyness” ไหมครับ (ชื่อเรื่องตั้งใจเขียนผิด จริงๆ แล้วควรเขียนว่า “The pursuit of happiness”) เป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ต่อสู้กับชีวิต ผ่านอุปสรรค ผ่านความเจ็บช้ำ จนสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ ใครที่ได้ดูแล้วแน่นอนว่าต้องซาบซึ้งหรือถึงขั้นร้องไห้ได้เลย ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาจากหนังสือชีวประวัติขายดีและเป็นเรื่องจริงจากชีวิตของชายผิวสี ชื่อ “คริส การ์ดเนอร์ (Chris Gardner)” มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ซึ่งนำแสดงโดย “วิลล์ สมิท” ซึ่งในตอนนี้ คริส การ์ดเนอร์ เป็นซีอีโอของบริษัทนายหน้าค้าหุ้นของเขาเอง คือ “Gardner Rich & Co”  เขาต่อสู้ชีวิตและประสบความสำเร็จขนาดนี้ได้อย่างไร ในบทความนี้จะบอกเล่าเรื่องราวของเขาให้ได้เป็นแรงบันดาลใจของผู้อ่านครับ

ในปี ค.ศ. 1981 คริส การ์ดเนอร์ หรือ ชื่อเต็ม “คริสโตเฟอร์ พอล การ์ดเนอร์” หนุ่มผิวสีชาวอเมริกัน ก่อนนั้นเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ประกอบอาชีพเป็นตัวแทนขายเครื่องสแกนกระดูก ซึ่งเขาเองจะทำมาหากินโดยการถือเครื่องสแกนกระดูกไปเสนอขายตามคลีนิคหรือโรงพยาบาลต่างๆ ในเมืองซานฟรานซิสโก และรายได้ที่ขายได้นั้นเขาจะนำไปเลี้ยงครอบครัว ซึ่งเขามีภรรยาและลูกชายวัย 5 ขวบอีกหนึ่งคนที่เป็นแก้วตาดวงใจ แต่การขายเครื่องสแกนกระดูกนี้ก็มีอุปสรรคที่ทำให้เขานั้นตกอยู่ในความลำบาก คือ เครื่องสแกนกระดูกนี้ไม่สามารถดึงดูดใจลูกค้าที่เป็นหมอตามโรงพยาบาลต่างๆ ได้เลย นับวันยิ่งขายไม่ออก เพราะลูกค้าส่วนมากนั้นคิดว่าเครื่องสแกนกระดูกที่เขาไปเสนอขายนั้นเป็นสินค้าที่ฟุ่มเฟือย

movies-will-smith-jaden-smith-the-pursuit-of-happyness-children-1400x900-wallpaper_www.wallpaperfo.com_54

เขานั้นพยายามเสนอขายสินค้าเพื่อทำมาหากินอย่างยากลำบาก เพื่อค่าเรียนของลูกชาย เพื่อค่าเช่าบ้าน และเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เขานั้นต้องขยันทำงานเพื่อให้ตนเองและครอบครัวอยู่รอดให้ได้ และเขาได้ประสบปัญหาที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตอีกครั้ง เมื่อภรรยาของเขานั้นได้ทิ้งครอบครัว เพราะความยากลำบากทำให้ภรรยาทนอยู่ไม่ไหวและได้ย้ายออกไปอยู่ต่างเมือง ทำให้เขาต้องเลี้ยงดูลูกชายเพียงลำพัง ยิ่งกว่านั้นเขายังได้ค้างค่าเช่าบ้านอยู่นานหลายเดือน จนสุดท้ายเขาละลูกชายต้องถูกไล่ออกจากบ้านเช่า

วันหนึ่ง คริส การ์ดเนอร์ ได้เดินผ่านบริษัทนายหน้าค้าหุ้น เขาสนใจที่จะสมัครงานที่นี่ และหวังว่าจะได้เป็นนายหน้าค้าหุ้นที่ร่ำรวยที่มีความก้าวหน้าในชีวิต เขาเข้าไปสมัครงานในตำแหน่งนายหน้าค้าหุ้น และเขาก็สอบสัมภาษณ์ผ่าน ก่อนที่จะเข้าทำงาน เขาต้องฝึกประสบการณ์เสียก่อนเป็นระยะเวลาเวลา 6 เดือน ทางบริษัทมีข้อแม้ว่าหลังจากการฝึกงานเสร็จแล้วไม่ได้หมายความว่าจะได้เข้าทำงานเลย เพราะเขาต้องสอบแข่งขันอีกครั้งหนึ่งหลังจากฝึกงานเพื่อที่จะเป็นนายหน้าค้าหุ้นของบริษัทนี้ ซึ่งบริษัทนายหน้าค้าหุ้นนี้รับคนเข้าทำงานแค่เพียงคนเดียว คือ คนที่สอบได้ที่ 1 จาก จำนวนผู้สมัคร 20 คน และเขาก็ตกลงตอบรับการฝึกประสบการณ์นี้  

ในระยะเวลาที่เขาฝึกงาน เขาต้องเลี้ยงดูลูกและเสนอขายเครื่องสแกนกระดูกควบคู่กันไป เขาและลูกชายนั้นลำบากมาก เพราะไม่มีบ้านอยู่ กลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องอาศัยหลับนอนที่โบสถ์และบางวันต้องรอต่อคิวเพื่อที่จะได้พักอยู่ห้องพักที่รัฐบาลจัดให้ ความลำบากยากเย็นนี้ทำให้เขาเกือบท้อใจ แต่เพื่อลูกชายของเขาและความฝันที่ยิ่งใหญ่ เขาจึงต้องสู้กับอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต เขาต้องรับภาระอย่างหนักตลอดช่วงเวลานี้

THE PURSUIT OF HAPPYNESS

นอกจากเขาจะสู้ชีวิตแล้ว เขายังตั้งใจฝึกงาน ขยัน อดทน ขยันอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบตามความสำเร็จตามที่เขานั้นหวังไว้ และเมื่อวันสอบคัดเลือกมาถึง เขาสอบได้เป็นอันดับที่ 1 และได้รับเข้าคัดเลือกให้เป็นนายหน้าค้าหุ้นของบริษัท เขาดีใจอย่างสุดขีดเมื่อได้เริ่มต้นชีวิตใหม่และได้อาชีพใหม่ จากหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนไร้บ้านสู่นายหน้าค้าหุ้น และเมื่อเขาทำงานที่บริษัทนี้ถึงปี 2006  เขาได้เปิดบริษัทนายหน้าค้าหุ้นของตัวเอง ชื่อว่า Gardner Rich & Co กลายเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยและเต็มไปด้วยความสุขในชีวิต ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงจากความพยายามของเขาในการตามล่าความฝันที่ยิ่งใหญ่

ภาพยนตร์เรื่อง The pursuit of happyness ใครที่ยังไม่เคยได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ต้องหาชมกันครับ รับรองว่าเมื่อได้ชมแล้ว จะต้องซาบซึ้งและมีแรงฮึดสู้กับชีวิตอย่างแน่นอน ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคนมาแล้ว เป็นภาพยนตร์ที่น่าชมอย่างมาก

 

 

 

Facebook Comments

comments

Share This: