• Home »
  • Article »
  • เปิดมุมมองคนคิดต่าง “ชัยพร พรหมพันธุ์” ชาวนาเงินล้าน ผู้ไม่ยอมให้ใครมาลิขิตโชคชะตา

เปิดมุมมองคนคิดต่าง “ชัยพร พรหมพันธุ์” ชาวนาเงินล้าน ผู้ไม่ยอมให้ใครมาลิขิตโชคชะตา

ชัยพร  พรหมพันธุ์ ยืนมองผืนนาผืนเก่าที่เขาทนทำมานานหลายปี ความยากจนซ้ำเติม ชีวิตไม่ก้าวเดินไปสู่ทางที่ดีกว่า ผลลัทธ์ของผืนนาในแต่ละปีเวียนซ้ำอยู่กับคำว่าขาดทุน – เท่าทุน รายจ่ายไม่เคยลดลง ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี ทำให้ชัยพรพบว่า เขาและการทำนากำลังเดินไปสู่อนาคตที่ตีบตัน ในที่สุดเขาตัดสินใจลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่ตามหลักการเกษตรอินทรีย์และเศรษฐกิจพอเพียง ทดลองแปลงนาสมุนไพรเปรียบเทียบกับแปลงนาที่ใช้สารเคมี ผลลัพธ์ที่ได้จากแปลงนาสมุนไพรกลายเป็นคำตอบที่ทำให้เขาดำเนินตามวิถีแบบใหม่นี้มาจนถึงปัจจุบัน

“ในเมื่อเส้นทางเดิมๆ ที่พากันเดินไป
นำพาสู่ความทุกข์ยากและความล้มเหลว
เราก็เพียงแค่ลองเปลี่ยนไปสู่อีกเส้นทาง
ที่คิดว่ามันจะดีกว่าเดิมก็เท่านั้น”

3

วิถีนอกกรอบของความกลัว

ชายคนนี้พาเราก้าวไปสู่แนวคิดนอกกรอบที่คนส่วนมากคงจะขยาดกลัว เช่นเดียวกับความเชื่อที่ว่า อาชีพชาวนายังถูกมองว่าเป็นอาชีพของคนจน มากมายหนี้สิน และความยากลำบาก กระดูกสันหลังของชาติที่ทรงคุณค่ากำลังถูกทำลายลงด้วยภาพน่ารันทดที่เราเห็นจนชินตา และความเดือดร้อนที่สั่งสมมานานของอาชีพนี้ ทำให้ใครก็ไม่อยากมาเดินบนทางที่ยากจะหาความมั่นคงให้ได้

ชัยพร  พรหมพันธุ์ เคยก้มหน้าก้มตาทำอาชีพชาวนาเหมือนเช่นที่คนอื่นๆ ทำ แน่นอนว่าสิ่งที่ได้มาก็ไม่ต่าง เขาต้องแบกรับหนี้สินมากมาย ตื่นมาพร้อมกับความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจอย่างไม่รู้จักจบสิ้น คำถามเกิดขึ้นในใจเมื่อทุกอย่างดูเหมือนจะวนเวียนอยู่ในกรอบความทุกข์ที่ไร้จุดสิ้นสุด ว่าทำไมตนต้องเดินซ้ำรอยเดิมอยู่ตลอดทุกปีโดยที่ชีวิตต้องผูกอยู่บนเส้นด้าย-ไม่ขาดทุนก็แค่ได้เท่าทุน ชัยพร  พรหมพันธุ์ ต้องการความเปลี่ยนแปลง แต่จะอะไรล่ะ ที่จะมาเปลี่ยน และมันต้องไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงธรรมดา มันต้องถึงขั้นที่จะพลิกชีวิตได้!

วันที่ฟ้ามืดหม่น เมฆฝนชีวิตเริ่มกลายเป็นพายุร้ายที่มองไม่เห็นทางออก ชัยพร ยืนมองผืนนาผืนเก่าที่เขาทนทำมานานหลายปี… แต่สิ่งที่คืนกลับมากลับไม่ใช่ผลกำไร มีเพียงหนี้สินและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แล้วเขาก็คิดถึงเกษตรอินทรีย์และเศรษฐกิจพอเพียง ภาพของพ่อหลวงฉายขึ้นมาในมโนภาพ เมื่อทำนาแบบเดิมมาหลายปีก็ไม่มีอะไรดีขึ้น นั่นก็เพียงพอให้เขาเปลี่ยนผืนนาผืนนี้เป็นผืนนารูปแบบใหม่

1

หัวใจสำคัญของการทำนาคือ “การลดต้นทุน” คุณชัยพรบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ยิ่งต้นทุนต่ำ กำไรที่เราได้มายิ่งจะสูง ซึ่งต้นทุนที่ควรตัดออกไปก็คือการใช้สารเคมี แล้วหันไปพึ่งพิงธรรมชาติ และทำนาบนเส้นทางสายอินทรีย์

ชาวนาคนนี้ยังบอกอีกว่าการทำนาด้วยวิถีที่พึ่งพาธรรมชาติเป็นการอยู่ร่วมกันอย่างไม่เบียดเบียน การใช้สารเคมีไม่เพียงทำลายแค่แมลงที่กัดกินต้นข้าวเท่านั้น แต่ยังทำลายแมลงที่ดีต่อระบบนิเวศจนทำให้เราต้องใช้สารเคมีในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งหมดตามวิถีของคุณชัยพรเป็นการทำนาแบบชีวภาพ พึ่งพิงธรรมชาติอย่างสมบูรณ์แบบ และเขาก็ประสบความสำเร็จกับรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำ ตัดตัวเองออกจากวงจรความยากจนได้อย่างเป็นอิสระในที่สุด จากการหักต้นทุนทั้งหมดทำให้คุณชัยพรกลายเป็นหนึ่งในชาวนาไม่กี่คนที่ร่ำรวยและมีชีวิตที่สุขสบาย ตอกย้ำความเชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ด้วยการพึ่งพาตัวเอง

ความสำเร็จบนเส้นทางที่คนส่วนใหญ่ปฏิเสธ

บทสรุปความสำเร็จของครูนักปราชญ์คนนี้ สอนเราเอาไว้ว่าไม่ว่าจะก้าวเดินบนอาชีพไหน ควรมีความพึงพอใจต่ออาชีพของตนเอง เมื่อรู้สึกว่าลงมือทำแล้วทุกอย่างไม่ดีขึ้น ก็เพียงแค่ลองเปลี่ยนวิธีเดินออกมาจากกรอบเดิมๆ ที่ถูกขีดไว้ รู้จักสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลง หาหนทางที่จะช่วยทำงานหนักให้เบาลง อะไรที่สามารถลดต้นทุนได้ก็ควรลด ใช้การทดแทนสิ่งอื่นๆ เข้ามาแทนที่ ตัดเอางานที่ไม่จำเป็นออกไป พุ่งเป้าไปที่งานที่มีความสำคัญและมีผลต่อชีวิตของตัวเองก่อน จากนั้นค่อยเก็บรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ที่เหลือ ซึ่งก็คือการทำงานบนความประณีตที่คุณชัยพรย้ำไว้

คงไม่มีอาชีพไหนจน หากเพียงแค่กล้าที่จะแหวกขนบเดิมออกมา มุ่งสู่สิ่งที่ดีกว่าบนความเชื่อมั่นว่าเราทำได้ และลงมือทำมันเสียตั้งแต่ตอนนี้ ส่วนผลลัพธ์เป็นเรื่องของอนาคต ที่หากเราไม่ย่อท้อ แน่นอนว่าความสำเร็จก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม

2

บทความโดย ธัญญารัตน์ กุลชาติ

ภาพประกอบ : http://www.kasetkaoklai.com/news_detail.php?id=224

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.youtube.com/watch?v=P2zOeJrPkDQ

http://www.kasetporpeangclub.com

 

 

Facebook Comments

comments

Share This: